[ori]【血液戰爭】 :: Chapter 5 ::

posted on 04 Mar 2009 17:17 by tsukasafix  in originalfiction

*Warning : Yaoi Fiction*

 

【血液戰爭】

 

Type : Original Fiction

Written by  tsukasa

:: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + :: + ::

 

:: Chapter 5 ::

 

ทำไมถึงยังตามหาเยี่ยชิงไม่พบอีก!!” เสียงแหบห้าวของกษัตริย์หนุ่มตวาดก้องไปทั่วห้องทรงงาน

 

ขออภัยพะย่ะค่ะ ตอนนี้ข้าพระองค์ได้ส่งสายสืบไปทั่วเมืองจิวเหลียงแล้ว คิดว่าอีกไม่นานก็จะได้ข่าวขององค์ชายเยี่ยชิงแล้วพะย่ะค่ะผู้ได้รับมอบหมายงานตัวสั่น กริ่งเกรงอำนาจขององค์เหนือหัว

 

ถ้าอีกสองวันไม่ได้ข่าวเยี่ยชิงล่ะก็...คงรู้นะว่าชะตาชีวิตของเจ้าจะเป็นเช่นไร ดวงตาสีมหาสมุทรเต็มไปด้วยความพิโรธ น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชา จนคนฟังรู้สึกหนาวไปทั่วสรรพางค์กาย

               

แล้วนี่ไป๋หู่หายไปไหน

               

ทูลฝ่าบาท แม่ทัพไป๋ไปตรวจการกองทัพพะย่ะค่ะ

               

งั้นพวกเจ้าก็ออกไปได้แล้ว

               

ทูลลาพะย่ะค่ะ เหล่าบรรดาขุนนางต่างรู้สึกโล่งใจ เมื่อพ้นออกจากห้องทรงงาน ที่ตั้งเค้าจะกลายเป็นลานประหาร

               

 

 

                เพียงไม่นานหลังจากที่เหล่าขุนนางออกจากห้องทรงงานไป ทหารที่ทำหน้าที่รักษาพระองค์ก็เข้ามารายงานถึงการมีของใครบางคน...

 

ฝ่าบาท ท่านอำมาตย์โจมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะผู้ต่ำศักดิ์กว่าเข้ากราบทูลองค์เหนือหัว

 

ให้เข้ามาได้ เอ่ยตอบออกไปทั้งที่นัยน์ตาคมยังคงไม่ละไปจากฎีกาตรงหน้าพระพักตร์ เสียงเบิกตัวมหาอำมาตย์ดังขึ้น ก่อนการปรากฏกายของขุนนางอาวุโส ผู้ดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์คุกเข่าลงถวายความเคารพ

 

ถวายบังคมฝ่าบาท ดวงตาสีไพลินตวัดมองผู้มาขอเข้าเฝ้าชั่วครู่ ก่อนจะแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยเอ่ยถามถึงธุระที่ทำให้อีกฝ่ายต้องมาหา

 

มีอะไรรึท่านอำมาตย์

 

ทูลฝ่าบาท... ตอนนี้มีข่าวลือไปทั่วเมืองว่าลี้เสี่ยวหลิงหลานสาวของหม่อมฉันจะอภิเษกกับฝ่าบาท... แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้าพระองค์เกรงว่าจะเกิดคำครหานินทาฝ่าบาทได้นะพะย่ะค่ะผู้สูงวัยเอ่ยในขณะที่ยังก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบพระเนตรกับองค์เหนือหัว

 

ข่าวลือก็เป็นแค่ข่าวลือ ไม่เห็นต้องใส่ใจน้ำเสียงที่โต้ตอบกลับมานั้นเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาความรู้สึกได้

 

แต่ว่า...ในขณะที่ขุนนางผู้ใหญ่จะเอ่ยทัดทานก็ถูกขัดขึ้นโดยประมุขของแผ่นดิน

 

เอาเถอะ...ข้าจะรับนางเข้ามาอยู่ในวังแล้วกัน

 

เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพะย่ะค่ะ มหาอำมาตย์กล่าวด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้ม ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มสมหวังเปี่ยมด้วยความละโมบไว้ฮั่วชิงมองกิริยานั้นอย่างรู้เท่าทันในเล่ห์เหลี่ยมชั่วร้าย ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเยาะหยัน... เจ้าจะมีเวลาเสวยสุขอยู่ได้ไม่นานหรอก...คนทรยศ...

 

 

 

แดดรำไรที่ส่องผ่านม่านบางเข้ามา ช่วยปลุกให้ร่างโปร่งที่หลับใหลอยู่บนเตียงนุ่มค่อยๆขยับกายลืมตาตื่นขึ้น... รอบกายมีเพียงความว่างเปล่า คนที่ใช้กำลังข่มเหงไม่อยู่ ณ ที่นี้... เรี่ยวแรงที่หายไปเมื่อคืนเพราะถูกพิษนั้น บัดนี้กลับเป็นปกติแล้ว จะมีก็แต่เพียงความเมื่อยล้าของร่างกายและความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกใช้เป็นเครื่องสนองอารมณ์ใคร่จากบางคนเท่านั้น... หลักฐานบนร่างกายนี้เองที่ย้ำให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราตรีที่ผ่านมามิใช่ความฝัน หากแต่เป็นความจริงที่ยากจะลบเลือน... ทุกสิ่งไม่สามารถแก้ไขได้... ยิ่งคิดถึงการถูกย่ำยีหยามเกียรติ ก็ยิ่งเรียกหยาดน้ำตาให้รินรดหยดแล้วหยดเล่า

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่ผู้นำแห่งทัพหน้าจะหยุดสะอื้น... ดวงตาสีน้ำตาลคมเข้มบวมช้ำ ใบหน้าหวานซีดเซียวไร้สีเลือด แต่เจ้าตัวไม่ใส่ใจกับความทรุดโทรมนั้น... แม่ทัพหนุ่มยันกายลุกจากเตียง ยามที่เท้าสัมผัสพื้นน้ำหนักตัวถูกทิ้งลงเบื้องล่าง ความเจ็บแปลบก็แล่นริ้วขึ้นมาทันที ทำให้คนที่ไม่เคยผ่านความรู้สึกนี้เสียหลักล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

 

ร่างโปร่งนิ่วหน้า กัดริมฝีปาก พยายามฝืนทนเดินไปหยิบชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้ขึ้นมาสวมปกปิดร่างกายเปลือยเปล่า ซ่อนร่องรอยแห่งความอัปยศที่ถูกแต่งแต้มระบายเด่นชัดบนแผ่นอกขาวนวล

 

เมื่อแต่งกายเสร็จแม่ทัพหนุ่มหน้าหวานค่อยๆก้าวไปยังประตู ออกแรงผลักแผ่นไม้ที่ปิดกั้นห้องนี้กับภายนอก แต่ประตูบานสวยยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิมแม้จะออกแรงผลักกี่ครั้งก็ตาม...ไม่เว้นแม่แต่หน้าต่างที่ไม่ขยับเขยื้อนยามที่ถูกดันให้เปิดออก...ดูท่าว่าห้องนี้จะถูกลั่นกุญแจจากภายนอก ปิดทางเข้าออกทุกทาง... หนทางที่จะใช้หลบหนีไม่หลงเหลือเป็นความหวังให้ร่างโปร่งนี้แม้แต่ทางเดียว

 

เสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแสดงให้เห็นว่าผู้ที่พักพิงอยู่ในห้องแห่งนี้คงตื่นจากนิทรารมณ์แล้ว กุญแจที่ถูกลั่นดานอยู่ถูกปลดออก สาวใช้ที่เฝ้ารออยู่นอกเข้ามาดูแลปรนนิบัติแม่ทัพหนุ่ม น้ำสำหรับชำระร่างกายถูกจัดเตรียมไว้พร้อม เมื่อร่างโปร่งได้ลงแช่ในน้ำอุ่นที่ลอยด้วยกลีบบุปผานานาพันธุ์ จึงอดที่จะรู้สึกผ่อนคลายไม่ได้... แล้วใบหน้าหวานก็แดงซ่านเมื่อเห็นร่องรอยสีกุหลาบที่ประทับไว้บนผิวเนื้อนวลเด่นชัดจนยากที่จะหลอกตัวเองได้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชั่วคืนที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน

 

ร่างโปร่งผิดหวังระคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก... เพียงแค่รับรู้ถึงการถูกทรยศจากไป๋หู่ ศรัทธาที่เคยมีในตัวแม่ทัพแห่งแดนประจิมก็แทบหมดลงและยิ่งเมื่อถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีด้วยแล้ว... ความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้เจ้าของนัยน์ตาสีเหล็กก็พังทลายหลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่แตกสลาย... แม้รสรักในค่ำคืนที่ผ่านมานั้นจะเริ่มต้นด้วยการใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่หลังจากนั้นกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน... หากแต่เมื่อคิดว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นเพื่อต้องการเอาชนะ หรือแค่ถูกใช้เป็นตัวแทนของใคร น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้ว ก็กลับมาคลอในคลองจักษุอีกครา... ความอ่อนแอเข้าจู่โจมจิตใจที่บอบช้ำ....นี่ข้า....ปรารถนาให้เจ้ากอดข้า ด้วยความรู้สึกใดกัน?....

 

 

 

บุรุษในชุดเกราะสีเหล็กบนอาชาศึกสีดำ บังคับม้าให้ย่างเหยาะเชื่องช้าตรวจตรากองทัพ นายทหารทั้งกองพันหยุดการฝึกมาจัดแถวต้อนรับผู้บัญชาการหนุ่ม นัยน์ตาสีเหล็กคมกล้ากวาดมองเหล่าทหารที่ยืนเรียงเป็นระเบียบ

 

คารวะท่านแม่ทัพชายหนุ่มใบหน้าดุดันผู้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพ วางมือจากดาบเล่มใหญ่มาทำความเคารพผู้นำแห่งแดนประจิม

 

เป็นยังไงบ้างท่านรองแม่ทัพ การฝึกมีปัญหาหรือไม่ร่างสูงลงจากม้าคู่ใจ ก่อนจะปล่อยให้ทหารนายหนึ่งจูงม้าไปดูแล

 

เรียนท่านแม่ทัพ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แม้ยามนี้เราจะร้างลาจากการสงคราม แต่ทหารยังคงฝึกอย่างหนักเช่นเดิมเพื่อเตรียมรับสถานการณ์เหนือความคาดหมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้รองแม่ทัพรายงานความเป็นไป พลางเดินตามผู้นำที่เข้าไปทักทายนายทหารชั้นผู้น้อย...

 

ก็ดี...งั้นพวกเจ้ากลับไปฝึกกันต่อเถอะ..อ้อ...แล้วก็เอารายงานมาให้ข้าอ่านด้วยนะ

 

ครับท่านแม่ทัพ

 

รองแม่ทัพรับคำ ก่อนจะสั่งให้ทุกชีวิตกลับไปฝึกอาวุธตามเดิม... คล้อยหลังแม่ทัพ ผู้ใต้บังคับบัญชาต่างมองผู้นำนัยน์ตาสีเหล็กด้วยความชื่นชมรักใคร่เป็นอย่างมาก... แม้จะดำรงตำแหน่งแม่ทัพ แต่บุรุษผู้นี้กลับไม่เคยถือตัว คลุกคลีกินนอนกับเหล่าทหารโดยไม่ถือยศเกียรติ ครั้นเมื่อถึงคราวรบ ก็แสนอาจหาญเป็นผู้นำทัพฟาดฟันศัตรูอยู่ในแดนหน้าทุกครั้งไป... แต่บัดนี้กลับมีข่าวว่าผู้นำหนุ่มก่อการกบฏ ร่วมมือกับองค์ชายใหญ่ฮั่วชิงล้มราชบัลลังก์... หากเป็นเช่นนั้นจริง... คนที่ตั้งอยู่ในความถูกต้องคงมีเหตุผลในการกระทำเป็นแน่...

 

ไป๋หู่เข้าพักในกระโจม อ่านรายงานการฝึกและระเบียบวินัยของการทัพที่รองแม่ทัพนำมาให้ แม้สายตาคมจะไล่กวาดไปทุกตัวอักษร แต่ทว่าใจความเหล่านั้นกลับไม่ได้ซึมซับเข้าสู่สมองเลย สมาธิและจิตใจกลับไม่อยู่ที่ตัว ล่องลอยไปถึงเจ้าของใบหน้าหวานผู้มีเรือนผมยาวสีดำสนิท... และในยามที่เส้นผมนุ่มมือนั้นแผ่สยายอยู่บนเตียงยิ่งทำให้ความคิดแตกกระเจิง...แต่สามัญสำนึกในความผิดที่ตนก่อไว้เมื่อคืน ยังคงติดในความรู้สึก...เรียวคิ้วเข้มขมวดอย่างเป็นกังวล... ร่างสูงถอนหายใจเบาๆ เมื่อไม่สามารถตั้งจิตใจให้จดจ่อกับงานตรงหน้าได้ จึงออกจากกระโจมขึ้นขี่ม้าควบเข้าไปในป่า หวังจะผ่อนคลายอารมณ์ที่ไม่สงบนิ่งนี้...

 

ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา กอปรกับความชุ่มฉ่ำของสายน้ำไหลเอื่อย ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นของแม่ทัพแห่งแดนตะวันตกกลับสงบลงได้อีกครั้ง... ม้าคู่ใจถูกผูกไว้ริมลำธาร สัตว์พาหนะแทะเล็มหญ้าและดื่มน้ำตามความพอใจของมัน...

 

ร่างสูงทรุดกายลงนั่งพิงกับโคนต้นไม้ ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้สายลมเย็นพัดกระทบผิวแก้ม... หลายวันมานี้เขาอยู่กับความวุ่นวายผิดรูปผิดรอยไปจากสิ่งที่เคยเป็น... การร่วมมือกับท่านฮั่วชิง เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง แม้จะตระหนักดีว่า จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ เขาเคยคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องเก็บมาใส่ใจ แต่ในยามที่ถูกแม่ทัพหน้าหวานผู้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็กเข้าใจเช่นนั้น ก็ทำให้เจ็บเสียดในอกอยู่ไม่น้อย...ความผิดเพียงเท่านั้นก็ยากที่จะได้รับการยกโทษแล้ว และเมื่อคืนที่เขาทำการหักหาญอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ ซ้ำยังหนีหน้าออกมาก่อนที่ร่างโปร่งจะตื่น... ความหวังที่จะได้รับการอภัยจากอีกฝ่ายยิ่งเลือนรางเต็มทน... หากเมื่อทำไปแล้ว เขาก็ต้องกล้าพอที่จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่ตามมา... เมื่อคิดได้ดังนั้น บุรุษนัยน์ตาสีเหล็กจึงลืมตาขึ้น ยืดตัวเต็มความสูง ขึ้นขี่ม้าควบกลับไปยังกองทัพเพื่อสั่งการ และถึงเวลาที่จะต้องยอมรับผลของการกระทำเสียที...

 

 

 

อาทิตย์อัสดง... ดวงไฟใหญ่ลาลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายสาดส่องก่อนจะเลือนหาย ผืนฟ้าค่อยๆถูกอาบไล้ด้วยสีดำ แม้แต่ดวงจันทร์ก็ถูกความมืดกลืนกินเหลือเพียงเสี้ยวเท่านั้น หมู่ดาวดารดาษจึงได้ส่องสกาวเปล่งแสงสุกใสแทนดวงจันทร์ที่หม่นมัว...

 

นัยน์ตาสีเดียวกับทองฟ้ายามรัตติกาลมองจันทร์เสี้ยวอย่างนึกสะท้อนใจ ลำแสงที่อ่อนแรงไม่สามารถสาดส่องกลบรัศมีเหล่าดวงดาราได้เลย... ไม่ต่างกับตน ที่ไร้สิ้นกำลังจะต่อกรกับใคร... แม้เพียงดาวดวงเล็กๆก็ไม่อาจหาญสู้ได้ แล้วนับอะไรกับท่านพี่ฮั่วชิง ที่ร้อนแรงทรงอานุภาพเช่นดวงอาทิตย์...จันทร์ดวงเล็กๆ ไม่อาจเทียบได้กับลูกไฟดวงใหญ่ที่พร้อมจะแผดเผาทำลายผู้ที่เข้าใกล้แม้เพียงนิด

 

ร่างบางผู้สูงศักดิ์ถอนพระทัย ละสายตาจากภาพเบื้องบน พลางนึกเป็นห่วงแม่ทัพหน้าหวานที่ส่งไปจัดการภารกิจ ทั้งที่ป่านนี้น่าจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทว่าข่าวคราวที่ควรจะมีมารายงานกลับเงียบหาย... ด้วยจิตใจที่อ่อนโยน ทำให้เยี่ยชิงเป็นกังวล เกรงจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับแม่ทัพหนุ่มได้

 

ขณะที่ใจว้าวุ่น นึกห่วงผู้นำแห่งทัพหน้าจนลืมสนใจสรรพสิ่งรอบกาย เรือนร่างบอบบางก็ถูกกอดกระชับจากทางด้านหลัง ใบหน้าคมซบอยู่ที่ซอกคอขาว เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยกระซิบดังอยู่ไม่ห่าง

 

ข้ากลับมาแล้วเยี่ยชิง...ข้ากลับมาแล้ว

 

อัสสุชลที่ไม่ได้หลั่งรินมานานเพราะเจ้าตัวพยายามบังคับกักเก็บไว้ กลับไหลลงมาไม่ขาดราวกับทำนบพังทลาย... ความเปรมปิติล้นปรี่อยู่ในใจที่ชอกช้ำ... ไร้สุรเสียงเอื้อนเอ่ย มีเพียงความยินดีเท่านั้นที่แผ่ปกคลุมไปรอบห้องบรรทมแห่งนี้...

 

 

 

เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงที่หน้าจวนแม่ทัพแห่งทิศประจิม บ่าวออกมาต้อนรับผู้เป็นนาย... ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเข้าไปยังที่พักอย่างร้อนรน เมื่อได้รับทราบว่าร่างโปร่งที่ถูกกักขังไว้นั้นไม่ยอมแตะต้องอาหาร ไม่ว่ามื้อใดก็ตาม... ประตูถูกเปิดกระแทก แม้ไม่แรงนักแต่ก็ดึงความสนใจคนที่อยู่ภายในห้องให้หันมามองผู้มาเยือนได้เต็มตา... ดวงตาสีเหล็กตวัดมองสำรับที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ อาหารทั้งหลายไม่พร่องเลยสักนิด

 

ทำไมไม่กินข้าว

 

ไม่หิว ก็เลยไม่กิน

 

ไม่ห่วงตัวเองรึไง เดี๋ยวร่างกายก็ทรุดหรอก

 

ถ้าจะเป็นอย่างนั้น มันก็ร่างกายของข้า ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเจ้าตรงไหน

 

มันจะเป็นภาระของคนอื่นน่ะสิน้ำเสียงและสายตาเย็นชาที่ถ่ายทอดออกมาจากแม่ทัพแห่งแดนตะวันตก ทำให้ร่างโปร่งกัดริมฝีปากแน่น... ความน้อยใจแล่นจุกขึ้นมา.. ก่อนจะบังคับเสียงให้เอ่ยโต้ตอบออกมา

 

งั้นรออีกซักหน่อย เมื่อข้าตาย เจ้าก็หมดภาระ

 

 ปากเก่งนักใช่มั้ย ถ้าเป็นแบบนี้ยังจะเก่งอยู่อีกรึเปล่า

 

ริมฝีปากบดเบียดจุมพิต รุกล้ำ รุนแรง เรียวลิ้นแทรกผ่านเข้าไปชิมรสความหวาน ร่างโปร่งทำได้เพียงส่งเสียงร้องท้วงในลำคอ พร้อมผลักไสผู้ที่ได้เปรียบกว่าให้ออกห่าง แต่แรงอันน้อยนิดเพราะอดอาหารและความอ่อนล้ายังไม่จางหาย ทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลคมเข้ม ไม่อาจหลีกหนีอ้อมกอดและวงแขนแกร่งนั้นไปได้เลย

 

 

 

วันนี้ลุงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้มา พระองค์มีรับสั่งให้เจ้าเข้าวังชายสูงวัยเอ่ยกับหญิงสาวเจ้าของตำแหน่งอดีตพระคู่หมั้นด้วยน้ำเสียงเปรมปรีดิ์

 

จริงหรอคะท่านลุง หญิงสาวโฉมสะคราญแย้มยิ้มกับเรื่องราวที่ได้รับฟัง

 

ใช่น่ะสิ เจ้าก็ไปเตรียมตัวไว้แล้วกัน ลุงกราบทูลไปว่า อีกสองวันลุงจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าผู้มีศักดิ์เป็นลุงลูบเรือนผมนุ่มด้วยความรักและเอ็นดู

 

ค่ะท่านลุง

 

เสี่ยวหลิง...

 

คะ ?

 

อย่าลืมล่ะ..ว่าเจ้าต้องมัดใจฮ่องเต้ให้ได้...เจ้าต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ขึ้นเป็นฮองเฮานะสายตามุ่งมั่นฉายชัดถึงความทะยานอยาก ปรารถนาในลาภยศ

 

ข้าจะพยายามค่ะหญิงสาวร่วมสายเลือดก็มีประกายในดวงตาไม่ต่างกัน....

 

 

 

เวลาล่วงเลยมาเกินครึ่งราตรีแล้ว แต่ไป๋หู่ยังไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้... ร่างเปล่าเปลือยในอ้อมกอดที่หลับสนิท ใบหน้าหวานพริ้มพราวคล้ายเชิญชวนให้สัมผัส... ทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะกดจมูกสูดกลิ่นหอมบนแก้มนุ่ม แล้วกดจูบบนหน้าผากเนียน... แต่ก่อนที่จะล่วงล้ำมากไปกว่านี้ แม่ทัพหนุ่มจึงลุกออกจากเตียง หยิบเสื้อที่ถูกถอดทิ้งไว้ขึ้นสวม ออกจากห้องนอนตรงไปยังลานฝึกเกาทัณฑ์...สงสัยคงต้องฝึกถึงสว่างกระมัง ถึงจะดับอารมณ์ที่คุกรุ่นนี้ได้...

 

เจ้าของนัยน์ตาสีเหล็กพยายามจดจ่อสมาธิให้อยู่กับเป้าตรงหน้าก่อนจะปล่อยลูกเกาทัณฑ์ออกไป

 

ฝีมือตกหรือไงไป๋หู่ เจ้าบ้านหันกลับไปมองยังต้นเสียง ร่างสูงน้อมกายถวายความเคารพนายเหนือหัวที่มาเยือนในยามวิกาล และเฝ้าดูการฝึกของเขา

 

ดวงตาสีไพลินมองสำรวจแผ่นหลังและอกเปล่าเปลือยที่มีร่องรอยถูกขีดข่วนซึ่งคาดเดาถึงที่มาของบาดแผลเหล่านี้ได้ไม่ยาก...ราชันย์หนุ่มลอบถอนใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถึงจุดประสงค์ในการเสด็จมาเยือนครั้งนี้

 

ข้าปรารถนาจะฟังข่าวดีจากเจ้าเรื่องเยี่ยชิง

 

ขอพระราชทานอภัยที่ทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวังร่างสูงก้มใบหน้าต่ำ สำนึกในความบกพร่องในหน้าที่ของตนเป็นอย่างยิ่ง

 

คราวหน้า เจ้าคงไม่ทำให้ข้าเสียเที่ยวนะ

 

พะย่ะค่ะ

 

ข้าอยากหารือกับเจ้า เรื่องคนทรยศนั่น

 

...

 

...........

 

......................

 

แผนการต่างๆถูกตระเตรียมมาเป็นอย่างดี แม่ทัพหนุ่มที่ได้รับมอบภารกิจสำคัญรู้สึกหวั่นใจไม่น้อยกับงานเหล่านั้น... หากแต่เมื่อหวนรำลึกถึงองค์ราชาผู้ล่วงลับ สิ่งที่พระองค์มอบให้กับเขา... เรื่องเพียงเท่านี้ดูจะเล็กน้อยจนไม่อาจเทียบกับพระมหากรุณาธิคุณได้เลย...

 

หลังจากสั่งการแม่ทัพผู้ภักดีแล้ว กษัตริย์นัยน์ตาสีไพลินก็เสด็จพระราชดำเนินกลับเข้าพระราชฐาน...นึกถึงสิ่งที่สองพระเนตรได้เห็นมา...ไป๋หู่...เจ้าคงได้ครอบครองสิ่งที่เจ้าต้องการแล้วสินะ...เจ้าหงส์แสนสวยนั่นคงจะเป็นสิ่งที่เจ้าปรารถนา... แล้วข้าล่ะ?...สิ่งที่ข้าปรารถนา...ข้าไม่อาจเอื้อมคว้าไว้ได้สักอย่าง... ชะตาของข้า ช่างอาภัพนัก....

 

 

 

...ฤาสวรรค์กลั่นแกล้ง...มิให้ครอบครองสิ่งสุดรัก...

...ยิ่งไขว่คว้า กลับยิ่งพลัดพรากห่างไกล...

 

 

 

 

To Be Continue…